วันพฤหัสบดีที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2556

ยุคของคอมพิวเตอร์

ยุคของคอมพิวเตอร์


compute แปลว่า คำนวณ นับ หากจะเล่าถึงประวัติการคำนวณก็ต้องเริ่มต้นตั้งแต่มนุษย์รู้จักการนับ กำหนดจำนวณ 0 ขึ้น และกว่า 3000 ปีมาแล้ว ที่มีเครื่องคิดเลขของจีนโบราณที่ช่วยให้มนุษย์คำนวณได้รวดเร็วและแม่นยำก็คือลูกคิด (abacus) เครื่องทอผ้าของ Jacquard loom (1805) และเครื่องวิเคราะห์ analytical engine (1834) ของ Charles Babbage จากนั้นประมาณปลายทตวรรษที่ 1960 ก็มีเครื่องคิดเลขแบบเครื่องกลใช้กันอย่างกว้างขวางทั้งสำหรับพ่อค้า นักวิทยาศาสตร์และวิศวกร และมีการสร้างคอมพิวเตอร์แบบอะนาลอก (alalog computer) ต่อจากนั้นจึงมีการพัฒนาคอมพิวเตอร์แบบดิจิตอลขึ้น ซึ่งทำงานได้รวดเร็ว และเชื่อถือได้กว่าคอมพิวเตอร์แบบอะนาลอก จึงทำเป็นที่รู้จักและใช้กันอย่างแพร่หลายอย่างรวดเร็ว

ช่วงการพัฒนา ฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์แบบดิจิตอล สามารถแบ่งได้เป็น 6 ยุค ดังนี้ครับ

ยุคที่ 2 Second Generation (ปี ค.ศ. 1954-1962)
ยุคที่ 3 Third Generation (ปี ค.ศ. 1963-1972)
ยุคที่ 4 Fourth Generation (ปี ค.ศ. 1972-1984)
ยุคที่ 5 Fifth Generation (ปี ค.ศ. 1984-1990)
ยุคที่ 6 Sixth Generation (ปี ค.ศ. 1990-)

บริษัทที่บุกเบิกความก้าวหน้าด้านคอมพิวเตอร์


บริษัทที่บุกเบิกความก้าวหน้าด้านคอมพิวเตอร์

" การพัฒนาความสามารถของคอมพิวเตอร์ทั้งทางด้านฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ส่วนใหญ่เป็นผลงานของบริษัทหรือสถาบันใหญ่ ๆ ซึ่งได้ทำการวิจัย ทดลอง ก่อนที่จะออกสู่ตลาดให้พวกเราได้ใช้งาน แต่ละบริษัทเหล่านี้ล้วนเป็นผู้สร้างพัฒนาการอันสำคัญ (milestone) ต่อวงการคอมพิวเตอร์ ตารางด้านล่างมีโลโก้ของบริษัทพร้อมกับชื่อบริษัทเรียงลำดับจาก A - Z ครับ"

รูปสัญลักษณ์ (logo)
ชื่อบริษัท
3M United Kingdom Ltd
บริษัท Adobe Systems เป็นผู้นำในด้านกราฟิกบนคอมพิวเตอร์ โปรแกรมที่อยู่ในเค่าย adobe เช่นโปรแกรม photoshop ซึ่งเป็นโปรแกรมยอดนิยมในการปรับแต่งรูปภาพ
บริษัท Apple บุกเบิกสถาปัตกรรมคอมพิวเตอร์และเป็นผู้เริ่มต้นใช้ GUI หรือใช้รูปภาพในการสื่อสารกับผู้ใช้ เช่น รับคำสั่งจากการคลิกที่ภาพ icon ต่าง ๆ ทำให้คอมพิวเตอร์ใช้งานง่ายจนถึงทุกวันนี้
Apricot Computers plc (UK)
atarlogo.gif (32 bytes)
Atari - เป็นบริษัทผู้บุกเบิกทางด้านอุปกรณ์ในการเล่นเกมคอมพิวเตอร์
clogo.gif (1443 bytes)
Commodore International - เป็นบริษัทผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ รวมทั้งคอมพิวเตอร์ รุ่น C64
craylogo.gif (1236 bytes)
Cray เป็นบริษัทที่ผลิตเครื่องซูเปอร์คอมพิวเตอร์
Digital Equipment Corporation - เป็นบริษัทผลิตคอมพิวเตอร์
Epson - เป็นผู้ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วงต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องพิมพ์สี ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในตลาด
Fairchild Semiconductor Corporation; เป็นแหล่งพัฒนาและผลิตชิพ (chip) ให้กับคอมพิวเตอร์
Hewlett Packard ผลิตทั้งเครื่องคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ โน้ตบุค PDA และอุปกรณ์ต่อพ่วงอื่น ๆ
Hitachi ผลิตฮาร์ดดิสก์ (hard disks) เข้าสู่ตลาดคอมพิวเตอร์
IBM - เป็นบริษัทที่พัฒนาและผลิตคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเป็นแห่งแรก ซึ่งเป็นผลให้ประชานชนทั่วไปสามารถเป็นเจ้าของคอมพิวเตอร์ได้ และทำให้คอมพิวเตอร์ได้รับการนิยมอย่างกว้างขวาง
Intel ผลิตหน่วยประมวลผล (processor) ตั้งแต่รุ่น X จนถึงหน่วยประมวลผลตระกูล Pentium ปัจจุบันนี้ บริษัทนี้ได้พัฒนาเทคโนโลยีใหม่คือ Intel Centrino Mobile
Maxis, Inc. - เป็นบริษัทที่พัฒนาโปรแกรมทางด้านบันเทิง เช่นเกม ซิมซิตี้http://www.maxis.com/
microsoft original logo
Microsoft เป็นบริษัทซอฟต์แวร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ผลิตโปรแกรมต่างๆ ทั้งระบบปฏิบัติการ (DOS และ WINDOWS รุ่นต่าง ๆ) )และโปรแกรมอำนวยความสะดวกในการทำงานประจำวัน เช่น โปรแกรม Internet Explore, Microsoft Office เป็นต้น
Motorola Semiconductor Products
NEC นอกจากผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าแล้ว บริษัท NEC ยังผลิตอุปกรณ์ต่อพ่วงกับคอมพิวเตอร์ เช่น จอภาพ
Netscape - เป็นผู้พัฒนาโปรแกรมเว็บบราวเซอร์ คือ Netscape
Novell inc., เป็นบริษัทแรกที่ใช้ระบบ Directorysystem กับเครือข่ายระหว่างคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล
sunlogo.jpg (3105 bytes)
Sun Microsystems, เป็นผู้ผลิตเครื่องคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูงสำหรับเป็น สถานีงานและคอมพิวเตอร์แม่ข่าย อีกทั้งยังสร้างภาษาจาวา (Java) ซึ่งเป็นภาษาเขียนโปรแกรมเชิงวัตถุ (object oriented) ที่มีประสิทธภาพมาก

บุคคลสำคัญในวงการคอมพิวเตอร์

บุคคลสำคัญในวงการคอมพิวเตอร์

Atanasoff, John V.(จอห์น วี. อะทานาซอฟฟ์)Lovelace, Ada (เอดา เลิฟเลซ)
Babbage, Charles (ชาร์ลส แบบเบจ)Minsky, Marvin (มาร์วิน มินสกี)
Berners-Lee, Tim (ทิม เบอร์เนอร์-ลี)Neumann, John von (จอห์น วอน นอยแมน)
Bricklin, Daniel (แดเนียล บริคลิน)Papert, Seymour (เซย์มัวร์ ปาเปิร์ต)
Cerf, Vinton (วินตัน เซิร์ฟ)Postel, Jonathan (โจนาธาน โพสเทล)
Cray, Seymour (เซมัวร์ เครย์)Ritchie, Dennis (เดนนิส ริทชี)
Dijkstra, EdsgerSinclair, Clive (ไคลฟ์ ซินแคลร์)
Gates, Bill (บิล เกตส์)Stallman, Richard (ริชาร์ด สตอลแมน)
Hopper, Grace Murray (เกรซ มัวร์เรย์ ฮอปเปอร์)Torvalds, Linus (ไลนัส ทอร์วัลด์ส)
Jobs, Steve (สตีฟ จ๊อบส์)Turing, Alan Mathison (อลัน มาธิสัน ทัวริง)
Kildall, Gary (แกรี่ คิลดัลล์)Wall, Larry (แลรี่ วอลล์)
Knuth, Donald (โดนัลด์ นุต)Wozniak, Stephen (สตีเฟน วอซนิแอค)

วันพุธที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2556

ระบบสารสนเทศ


      ระบบสารสนเทศ (Information system) หมายถึง ระบบที่ประกอบด้วยส่วนต่างๆ ได้แก่ ระบบคอมพิวเตอร์ทั้งฮาร์ดแวร์  ซอฟท์แวร์  ระบบเครือข่าย  ฐานข้อมูล  ผู้พัฒนาระบบ ผู้ใช้ระบบ  พนักงานที่เกี่ยวข้อง และ ผู้เชี่ยวชาญในสาขา  ทุกองค์ประกอบนี้ทำงานร่วมกันเพื่อกำหนด  รวบรวม จัดเก็บข้อมูล  ประมวลผลข้อมูลเพื่อสร้างสารสนเทศ และส่งผลลัพธ์หรือสารสนเทศที่ได้ให้ผู้ใช้เพื่อช่วยสนับสนุนการทำงาน การตัดสินใจ  การวางแผน  การบริหาร การควบคุม  การวิเคราะห์และติดตามผลการดำเนินงานขององค์กร (สุชาดา กีระนันทน์, 2541)

            ระบบสารสนเทศ หมายถึง ชุดขององค์ประกอบที่ทำหน้าที่รวบรวม  ประมวลผล จัดเก็บ และแจกจ่ายสารสนเทศ เพื่อช่วยการตัดสินใจ และการควบคุมในองค์กร  ในการทำงานของระบบสารสนเทศประกอบไปด้วยกิจกรรม 3 อย่าง คือ การนำข้อมูลเข้าสู่ระบบ (Input)  การประมวลผล (Processing)  และ การนำเสนอผลลัพธ์ (Output)  ระบบสารสนเทศอาจจะมีการสะท้อนกลับ(Feedback) เพื่อการประเมินและปรับปรุงข้อมูลนำเข้า  ระบบสารสนเทศอาจจะเป็นระบบที่ประมวลด้วยมือ(Manual) หรือระบบที่ใช้คอมพิวเตอร์ก็ได้ (Computer-based information system –CBIS) (Laudon & Laudon, 2001) 
แต่อย่างไรก็ตามในปัจจุบันเมื่อกล่าวถึงระบบสารสนเทศ มักจะหมายถึงระบบที่ต้องอาศัยคอมพิวเตอร์และระบบโทรคมนาคม
           
            ระบบสารสนเทศ  หมายถึง ระบบคอมพิวเตอร์ที่จัดเก็บข้อมูล และประมวลผลเป็นสารสนเทศ และระบบสารสนเทศเป็นระบบที่ต้องอาศัยฐานข้อมูล  (CIS 105 -- Survey of Computer Information Systems, n.d.)
             ระบบสารสนเทศ  หมายถึง ชุดของกระบวนการ บุคคล และเครื่องมือ ที่จะเปลี่ยนข้อมูลให้เป็นสารสนเทศ  (FAO Corporate Document Repository, 1998)  ระบบสารสนเทศ ไม่ว่าจะเป็นระบบมือหรือระบบอัตโนมัติ หมายถึง ระบบที่ประกอบด้วย คน เครื่องจักรกล(machine)  และวิธีการในการเก็บข้อมูล   ประมวลผลข้อมูล  และเผยแพร่ข้อมูล ให้อยู่ในลักษณะของสารสนเทศของผู้ใช้ (Information system, 2005)

สรุปได้ว่า ระบบสารสนเทศ ก็คือ ระบบของการจัดเก็บ ประมวลผลข้อมูล โดยอาศัยบุคคลและเทคโนโลยีสารสนเทศในการดำเนินการ เพื่อให้ได้สารสนเทศที่เหมาะสมกับงานหรือภารกิจแต่ละอย่าง 

Laudon & Laudon (2001)  ยังอธิบายว่าในมิติทางธุรกิจ ระบบสารสนเทศเป็นระบบที่ช่วยแก้ปัญหาการจัดการขององค์กร ซึ่งถูกท้าทายจากสิ่งแวดล้อม  ดังนั้นการใช้ระบบสารสนเทศอย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นที่จะต้องเข้าใจองค์กร(Organzations)  การจัดการ (management)  และเทคโนโลยี (Technology)

ประเภทของระบบสารสนเทศ

             ปัจจุบันจะเห็นความสัมพันธ์ระหว่างองค์กร กับระบบสารสนเทศ และเทคโนโลยีสารสนเทศชัดเจนมากขึ้น  และเนื่องจากการบริหารงานในองค์กรมีหลายระดับ  กิจกรรมขององค์กรแต่ละประเภทอาจจะแตกต่างกัน  ดังนั้นระบบสารสนเทศของแต่ละองค์กรอาจแบ่งประเภทแตกต่างกันออกไป 
(สุชาดา กีระนันทน์, 2541) 

ถ้าพิจารณาจำแนกระบบสารสนเทศตามการสนับสนุนระดับการทำงานในองค์กร   จะแบ่งระบบสารสนเทศได้เป็น 4 ประเภท  ดังนี้ (Laudon & Laudon, 2001)

1.     ระบบสารสนเทศสำหรับระดับผู้ปฏิบัติงาน (Operational – level systems)   ช่วยสนับสนุนการทำงานของผู้ปฏิบัติงานในส่วนปฏิบัติงานพื้นฐานและงานทำรายการต่างๆขององค์กร เช่นใบเสร็จรับเงิน  รายการขาย  การควบคุมวัสดุของหน่วยงาน เป็นต้น  วัตถุประสงค์หลักของระบบนี้ก็เพื่อช่วยการดำเนินงานประจำแต่ละวัน และควบคุมรายการข้อมูลที่เกิดขึ้น

2.     ระบบสารสนเทศสำหรับผู้ชำนาญการ (Knowledge-level systems)  ระบบนี้สนับสนุนผู้ทำงานที่มีความรู้เกี่ยวข้องกับข้อมูล   วัตถุประสงค์หลักของระบบนี้ก็เพื่อช่วยให้มีการนำความรู้ใหม่มาใช้ และช่วยควบคุมการไหลเวียนของงานเอกสารขององค์กร

3.      ระบบสารสนเทศสำหรับผู้บริหาร (Management - level systems)  เป็นระบบสารสนเทศที่ช่วยในการตรวจสอบ  การควบคุม การตัดสินใจ และการบริหารงานของผู้บริหารระดับกลางขององค์กร

4.     ระบบสารสนเทศระดับกลยุทธ์ (Strategic-level system)   เป็นระบบสารสนเทศที่ช่วยการบริหารระดับสูง ช่วยในการสนับสนุนการวางแผนระยะยาว  หลักการของระบบคือต้องจัดความสัมพันธ์ระหว่างสภาพแวดล้อมภายนอกกับความสามารถภายในที่องค์กรมี เช่นในอีก
                 5 ปีข้างหน้า องค์กรจะผลิตสินค้าใด

            สุชาดา กีระนันทน์ (2541)และ Laudon & Laudon (2001) ได้แบ่งประเภทของระบบสารสนเทศที่สนับสนุนการทำงานของผู้ปฏิบัติงาน/ผู้บริหารระดับต่างๆไว้  ดังนี้





ประเภทของระบบสารสนเทศ
(สุชาดา กีระนันทน์, 2541)
ประเภทของระบบสารสนเทศ
(Laudon & Laudon, 2001)
1. ระบบประมวลผลรายการ
(Transaction Processing Systems)
1.  Transaction Processing System - TPS
2. ระบบสำนักงานอัตโนมัติ
(Office Automation Systems)
2. Knowledge Work -KWS  and office 
    Systems
3. ระบบงานสร้างความรู้ 
(Knowledge Work Systems)
4. ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ
 (Management Information Systems)
3. Management Information Systems - MIS
5. ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ
 (Decision Support Systems)
4. Decision Support Systems - DSS
6. ระบบสารสนเทศสำหรับผู้บริหารระดับสูง
 (Executive Information Systems)
5. Executive Support  System - ESS

1.     ระบบประมวลผลรายการ (Transaction Processing Systems - TPS)  เป็นระบบที่ทำหน้าที่ในการปฏิบัติงานประจำ ทำการบันทึกจัดเก็บ  ประมวลผลรายการที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน  โดยใช้ระบบคอมพิวเตอร์ทำงานแทนการทำงานด้วยมือ  ทั้งนี้เพื่อที่จะทำการสรุปข้อมูลเพื่อสร้างเป็นสารสนเทศ  ระบบประมวลผลรายการนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นระบบที่เชื่อมโยงกิจการกับลูกค้า ตัวอย่าง เช่น ระบบการจองบัตรโดยสารเครื่องบิน  ระบบการฝากถอนเงินอัตโนมัติ เป็นต้น  ในระบบต้องสร้างฐานข้อมูลที่จำเป็น  ระบบนี้มักจัดทำเพื่อสนองความต้องการของผู้บริหารระดับต้นเป็นส่วนใหญ่เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานประจำได้  ผลลัพธ์ของระบบนี้ มักจะอยู่ในรูปของ รายงานที่มีรายละเอียด  รายงานผลเบื้องต้น

2.     ระบบสำนักงานอัตโนมัติ (Office Automation Systems- OAS)  เป็นระบบที่สนับสนุนงานในสำนักงาน หรืองานธุรการของหน่วยงาน ระบบจะประสานการทำงานของบุคลากรรวมทั้งกับบุคคลภายนอก หรือหน่วยงานอื่น  ระบบนี้จะเกี่ยวข้องกับการจัดการเอกสาร โดยการใช้ซอฟท์แวร์ด้านการพิมพ์  การติดต่อผ่านระบบไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้นผลลัพธ์ของระบบนี้ มักอยู่ในรูปของเอกสาร  กำหนดการ  สิ่งพิมพ์ 

3.     ระบบงานสร้างความรู้  (Knowledge Work Systems - KWS)  เป็นระบบที่ช่วยสนับสนุน
บุคลากรที่ทำงานด้านการสร้างความรู้เพื่อพัฒนาการคิดค้น สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ  บริการใหม่ ความรู้ใหม่เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในหน่วยงาน  หน่วยงานต้องนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาสนับสนุนให้การพัฒนาเกิดขึ้นได้โดยสะดวก สามารถแข่งขันได้ทั้งในด้านเวลา คุณภาพ และราคา  ระบบต้องอาศัยแบบจำลองที่สร้างขึ้น  ตลอดจนการทดลองการผลิตหรือดำเนินการ ก่อนที่จะนำเข้ามาดำเนินการจริงในธุรกิจ  ผลลัพธ์ของระบบนี้ มักอยู่ในรูปของ สิ่งประดิษฐ์ ตัวแบบ  รูปแบบ เป็นต้น

4.     ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ  (Management Information Systems- MIS)  เป็นระบบสารสนเทศสำหรับผู้ปฏิบัติงานระดับกลาง  ใช้ในการวางแผน  การบริหารจัดการ และการควบคุม  ระบบจะเชื่อมโยงข้อมูลที่มีอยู่ในระบบประมวลผลรายการเข้าด้วยกัน  เพื่อประมวลและสร้างสารสนเทศที่เหมาะสมและจำเป็นต่อการบริหารงาน  ตัวอย่าง เช่น ระบบบริหารงานบุคลากร  ผลลัพธ์ของระบบนี้ มักอยู่ในรูปของรายงานสรุป  รายงานของสิ่งผิดปกติ

5.     ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ  (Decision Support Systems – DSS)  เป็นระบบที่ช่วยผู้บริหารในการตัดสินใจสำหรับปัญหา หรือที่มีโครงสร้างหรือขั้นตอนในการหาคำตอบที่แน่นอนเพียงบางส่วน  ข้อมูลที่ใช้ต้องอาศัยทั้งข้อมูลภายในกิจการและภายนอกกิจการประกอบกัน  ระบบยังต้องสามารถเสนอทางเลือกให้ผู้บริหารพิจารณา เพื่อเลือกทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดสำหรับสถานการณ์นั้น  หลักการของระบบ สร้างขึ้นจากแนวคิดของการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยการตัดสินใจ โดยให้ผู้ใช้โต้ตอบโดยตรงกับระบบ ทำให้สามารถวิเคราะห์ ปรับเปลี่ยนเงื่อนไขและกระบวนการพิจารณาได้ โดยอาศัยประสบการณ์ และ ความสามารถของผู้บริหารเอง  ผู้บริหารอาจกำหนดเงื่อนไขและทำการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขต่างๆ ไปจนกระทั่งพบสถานการณ์ที่เหมาะสมที่สุด แล้วใช้เป็นสารสนเทศที่ช่วยตัดสินใจ  รูปแบบของผลลัพธ์ อาจจะอยู่ในรูปของ รายงานเฉพาะกิจ  รายงานการวิเคราะห์เพื่อตัดสินใจ  การทำนาย หรือ พยากรณ์เหตุการณ์

6.     ระบบสารสนเทศสำหรับผู้บริหารระดับสูง  (Executive Information System - EIS)  เป็นระบบที่สร้างสารสนเทศเชิงกลยุทธ์สำหรับผู้บริหารระดับสูง ซึ่งทำหน้าที่กำหนดแผนระยะยาวและเป้าหมายของกิจการ  สารสนเทศสำหรับผู้บริหารระดับสูงนี้จำเป็นต้องอาศัยข้อมูลภายนอกกิจกรรมเป็นอย่างมาก   ยิ่งในยุคปัจจุบันที่เป็นยุค Globalization ข้อมูลระดับโลก แนวโน้มระดับสากลเป็นข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการแข่งขันของธุรกิจ  ผลลัพธ์ของระบบนี้ มักอยู่ในรูปของการพยากรณ์/การคาดการณ์ 

ถึงแม้ว่าระบบสารสนเทศจะมีหลายประเภท แต่องค์ประกอบที่จำเป็นของระบบสารสนเทศทุกประเภท ก็คือต้องประกอบด้วยกิจกรรม 3 อย่างตามที่ Laudon & Laudon (2001)ได้กล่าวไว้ คือ ระบบต้องมีการนำเข้าข้อมูล  การประมวลผลข้อมูล และการแสดงผลลัพธ์ของข้อมูล

                 สุชาดา  กีระนันทน์ (2541) สรุปไว้ว่า การพัฒนาระบบสารสนเทศในองค์กรนั้นเป็นสิ่งท้าทายผู้บริหารเป็นอย่างมาก การที่จะพัฒนาระบบสารสนเทศขึ้นในหน่วยงานเป็นสิ่งที่ผู้บริหารและผู้รับผิดชอบการพัฒนาระบบ ต้องร่วมกันตัดสินใจอย่างรอบคอบ  เพราะการนำระบบสารสนเทศมาใช้อาจจะกระทบต่อกระบวนการดำเนินงานและการบริหารที่เป็นอยู่  หรืออาจจะมีผลก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในองค์กร 

รู้จักกับ HTML


การสร้างโฮมเพจ

ปัจจุบันระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ได้เข้าไปมีบทบาทในชีวิตประจำวัน ในฐานะที่เป็นแหล่งความรู้ เป็นแหล่งประกอบธุรกิจ เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการติดต่อสื่อ สิ่งต่างๆ ที่กล่าวถึงถูกนำเสนอในรูปแบบของโฮมเพจ ทำให้หลาย ๆ คนเกิดคำถามขึ้นมาว่า โฮมเพจเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นมาได้อย่างไร ในการสร้างโฮมเพจนั้นผู้สร้างต้องมีความรู้เกี่ยวกับภาษา HTML หรือรู้จักวิธีการใช้เครื่องมือต่างๆ ที่อยู่ในรูปแบบของโปรแกรมประยุกต์มาใช้ในการสร้างเว็บเพจ ซึ่งได้แก่ FrontPage DreamWeaver AdobePagemill ฯลฯ นอกจากนั้นยังต้องรู้ขั้นตอนวิธีในการนำโฮมเพจไปเผยแพร่บนระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตอีกด้วย

HTML คืออะไร

HTML ย่อมาจากคำว่า Hypertext Markup Language พัฒนามาจากภาษา SGML (Standard Generalized Markup Language) โดย นาย Tim Berners - Lee เป็นภาษามาตรฐานที่ใช้พัฒนาเอกสารในรูปแบบของเว็บเพจบนระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต การเรียกใช้เอกสารเหล่านี้ทำได้โดยการใช้โปรแกรมเว็บบราวเซอร์ (Web Browser) เช่น Mosaic , Opera , Nescape navigator , Internet Explorer ฯลฯ เรียกดูแฟ้มที่สร้างด้วยภาษา HTML ข้อดีของ HTML คือสามารถใช้ได้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ และระบบปฏิบัติการได้หลากหลายชนิด
แฟ้มข้อมูลที่เขียนด้วยภาษา HTML นั้นจะมีการนำคำสั่ง HTML ที่เรียกว่า แท็ก (Tag) มากำหนดลักษณะและรูปแบบของเอกสารที่แสดงบนจอภาพ แท็ก (Tag) ประกอบด้วย เครื่องหมายน้อยกว่า (<) ตามด้วยชื่อแท็ก ปิดท้ายด้วยเครื่องหมายมากกว่า (>) เช่น <HTML>, <HEAD>, <BODY> ชื่อแท็กนั้นอาจจะเป็นตัวเล็กหรือตัวใหญ่ก็ได้ แท็กในภาษา HTML สามารถแบ่งออกได้เป็นสองชนิดเดียวคือ
  • แท็กที่ประกอบด้วยแท็กเปิดและแท็กปิด เช่น <HTML> เป็นแท็กเปิด ส่วน
    </ HTML> เป็นแท็กปิด
  • แท็กที่ไม่มีแท็กปิด เช่น แท็ก <BR> ไม่ต้องมีแท็ก </BR>

ปัจจัยพื้นฐานในการเขียนโฮมเพจโดยใช้ภาษา HTML

ในการพัฒนาโฮมเพจด้วยภาษา HTML นั้นเราต้องปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็น ดังนี้
  1. โปรแกรมแก้ไขข้อความ (Text Editor) เช่น โปรแกรม Emacs, PICO หรือ vi บนระบบปฏิบัติการ UNIX, โปรแกรม Simple Text บนระบบปฏิบัติการ Macintosh หรือ โปรแกรม Notepad บนระบบปฏิบัติการ Windows และในกรณีที่ต้องการใช้โปรแกรมประยุกต์ประเภท WYSIWYG (What You See Is What You Get) ก็มีโปรแกรมให้เลือกใช้ได้มากมาย เช่น FrontPage, DreamWeaver, Adobe PageMill ฯลฯ

ภาพแสดงโปรแกรมแก้ไขข้อความ (Text editor) Notepad


  1. โปรแกรมตกแต่งรูปภาพ (Graphics Design) เช่น โปรแกรม PaintShop pro, Ulead PhotoImpact, PhotoShop ฯลฯ
  2. โปรแกรมเว็บบราเซอร์ เช่น โปรแกรม Netscape Navigator หรือโปรแกรม Internet Explorer เพื่อใช้ในการตรวจสอบผลลัพธ์ของการเขียน HTML

รูปแบบของการเขียน HTML

ในการเขียน HTML นั้นเราจะต้องจัดวางรูปแบบของแท็กต่าง ๆ ให้ถูกต้องโดยแท็กพื้นฐานที่ต้องมีในการเขียน HTML ได้แก่
tagรายละเอียด
<HTML>…</HTML>เป็นแท็กกำหนดถึงจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของเอกสาร HTML
<HEAD>…</HEAD>เป็นแท็กกำหนดจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของส่วนกำหนดค่าเริ่มต้นของเอกสาร HTML เช่น ชื่อของเอกสาร
<TITLE>…<TITLE>เป็นแท็กกำหนดชื่อของเอกสาร
<BODY>…</BODY>เป็นแท็กกำหนดจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของส่วนแสดงข้อมูลของเอกสาร
ซึ่งเราจะต้องจัดวางตำแหน่งของแท็กต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
ตัวอย่าง 1.1 การจัดวางตำแหน่งของแท็ก
<HTML>
<HEAD>
<TITLE>ชื่อเอกสาร</TITLE>
</HEAD>
<BODY>
&ข้อมูลเอกสาร
</BODY>
</HTML>

ขั้นตอนการเขียนโฮมเพจด้วย HTML

ในการเขียนโฮมเพจด้วย HTML โดยใช้โปรแกรมแก้ไขข้อความ (Text Editor) Notepad มีขั้นตอนดังน
  1. เปิดโปรแกรมแก้ไขข้อความ (Text Editor) Notepad
  2. พิมพ์แท็ก HTML
  3. บันทึกแฟ้มข้อมูล โดยมีนามสกุลเป็น .htm หรือ .html
  4. เปิดโปรแกรมเว็บเบราเซอร์ (Internet Explorer หรือ Netscape Navigator) แล้วทำการเปิดแฟ้มข้อมูลที่บันทึกไว้จากข้อ 3. เพื่อตรวจสอบผลลัพธ์บนจอภาพว่าแสดงผลได้ตามที่ต้องการหรือไม

การกำหนดชื่อเอกสาร

ในการเขียน HTML นั้นจำเป็นจะต้องกำหนดชื่อเอกสารด้วยเสมอ เพราะการกำหนดชื่อเอกสารจะทำให้ผู้เข้าชมสามารถรู้ถึงชื่อเรื่องของเอกสารชุดนั้นได้ทันที และสะดวกต่อการสืบค้นข้อมูล การกำหนดชื่อของเอกสารทำได้โดยการพิมพ์ชื่อของเอกสารที่ต้องการไว้ระหว่างแท็ก <TITLE > กับแท็ก </TITLE>
ตัวอย่าง 1.2 การกำหนดชื่อเอกสาร
<HTML>
<HEAD>
<TITLE>My First Page</TITLE>
</HEAD>
<BODY>
</BODY>
</HTML>
เมื่อเราเปิดแฟ้ม HTML นี้ด้วยโปรแกรมเว็บเบราเซอร์ จะเห็นข้อความว่า My First Page ปรากฏที่ส่วนของ Title Bar ของโปรแกรมเว็บบราเซอร์

การใส่ข้อมูลในเอกสาร

ข้อความ รูปภาพ เสียง หรือ คลิปวิดีโอ (Video Clip) ที่ต้องการให้แสดงบนพื้นที่แสดงผลของโปรแกรมบราวเซอร์ ทำได้โดยการพิมพ์ที่ต้องการไว้ระหว่างแท็ก <BODY> กับ </BODY>
ตัวอย่าง 1.3 การใส่ข้อมูลในเอกสาร
<HTML>
<HEAD>
<TITLE> My First Page </TITLE>
</HEAD>
<BODY>
welcome to my first home page,
</BODY>
</HTML>
เมื่อเราเปิดแฟ้ม HTML นี้ด้วยโปรแกรมเว็บบราเซอร์ ข้อความ My Fist page ปรากฏที่ส่วนของ Title Bar ข้อความ Welcome to my first home page. จะแสดงที่พื้นที่แสดงข้อมูลของโปรแกรมเว็บบราเซอร์

ประวัติบริษัท ไมโครซอฟท์


Microsoft Corporation

           
บริษัท Microsoft ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1975 โดยบิลล์ เกตส์ กับ พอล อัลเลน ได้ร่วมกับก่อตั้ง ไมโครซอฟท์ สำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองRedmond,Washington,USA ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น ไมโครซอฟท์ คอร์ปอเรชั่น และได้นำเอาภาษาเบสิกที่พัฒนาขึ้นเองออกวางตลาดและให้ชื่อว่าไมโครซอฟท์เบสิก ภาษาคอมพิวเตอร์นี้ได้กลายมาเป็นรากฐานให้แก่ธุรกิจลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ ซึ่งถูกผนวก (ROM) เข้ากับเครื่อคอมพิวเตอร์ในบ้าน และเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลส่วนใหญ่ในช่วงคริสต์ทศวรรษที่ 70 และ 
80

           ต่อมาในปี ค.ศ. 1985 ถือเป็นช่วงที่สำคัญที่สุดของบริษัท Microsoft เพราะทางบริษัท IBM ได้วางแผนจะรุกตลาดคอมพิวเตอร์ด้วยการนำเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล(PC) IBM ออกวางตลาด IBM ได้เข้ามาเจรจากับ Microsoft เพื่อขอซื้อระบบปฏิบัตการคอมพิวเตอร์ซึ่งในตอนแรกทางบริษัท Microsoft ยังไม่มีระบบปฏิบัติการจะขายให้จึงแนะนำให้ IBM ไปคุยกับดิจิทัลรีเสิร์ชแทน ที่ดิจิทัลรีเสิร์ช ผู้แทนของ IBM ได้คุยกับโดโรธี ภรรยาของ แกรี คิลดาลล์ แต่เธอปฏิเสธการลงนามในข้อตกลงมาตรฐานซึ่งไม่ปิดผนึก เนื่องจากเห็นว่าเสียเปรียบเกินไป IBM จึงหันมาคุยกับMicrosoft อีกครั้ง บิล เกตส์ได้สิทธิ์ในการใช้สำเนาการออกแบบของ CP/M และ QDOS จาก ทิม แพทเทอร์สัน แห่งบริษัท ซีแอตเทิล คอมพิวเตอร์ โปรดักส์ ด้วยการซื้อมาในราคา 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ และขายมันให้กับ IBM ในราคา "ราว 80,000 ดอลลาร์สหรัฐ" ตามคำกล่าวอ้างของเกตส์ และในที่สุด MS-DOS และ PC-DOS ก็ได้แจ้งเกิดในวงการ


           ต่อมาในช่วงปี1989ทางบริษัท Microsoft ได้พัฒนา software ต่างๆของมาเช่น office suite,Microsoft office เป็นโปรแกรมที่ใช้ตามสำนักงานต่างๆเช่น Microsoft Word,Microsoft Excel

           และในวันที่ 22 พฤษภาคม 1990 ทางบริษัทได้ทำการเปิดตัว Window 3.0 ซึ่งเป็นระบบปฏิบัตการ version แรกที่ได้นำgraphicsมาช่วยในการใช้งานเพื่อความคล่องตัวและปรับปรุงความสามารถเพื่อให้ใช้ Intel 386 processor ได้


          ในปีค.ศ. 1995 ได้ทำการปล่อย Windows 95 ออกสู่ตลาด

          ในปีค.ศ. 1998  ทางบริษัทได้พัฒนา Window 98 ออกมาใหม่

          ในปีค.ศ. 2001 ได้ผลิด Window XP

          และสุดท้ายในปี ค.ศ. 2006 ได้พัฒนาและผลิด Window vista ออกมา


           นอกจากระบบปฏิบัติการ Windows แล้วทางบริษัท Microsoft ยังมีผลิตณฑ์ Computer Hardware ที่ออกสู่ตลาดอีกมากมายเช่น Microsoft  Mouse,home entertainment,Xbox,Xbox360,Zune and MSN Tv

ไมโครซอฟท์ประกาศแคมเปญ ‘Crisis Turning Point - จุดเปลี่ยนในวิกฤติ
พร้อมช่วยส่งเสริมภาคธุรกิจท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจ
ไมโครซอฟท์ช่วยผู้ใช้งานรับมือวิกฤติเศรษฐกิจโดยการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด
กับคู่ค้าและลูกค้า แนะแนวทางการใช้ไอทีที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์
ลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน 

 
กรุงเทพฯ – 27 พฤศจิกายน 2551 ในภาวะที่วิกฤติเศรษฐกิจส่งผลกระทบต่อธุรกิจทุกภาคส่วน บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด จึงได้ออกแคมเปญ ‘Crisis Turning Point – จุดเปลี่ยนในวิกฤติ’ เพื่อช่วยองค์กรธุรกิจในประเทศไทยรับมือวิกฤติเศรษฐกิจอย่างมั่นใจ ด้วยความร่วมมือที่แข็งแกร่งกับคู่ค้าและลูกค้า ไมโครซอฟท์พร้อมช่วยองค์กรธุรกิจโดยการนำเสนอแนวทาง ‘3P’ เพื่อช่วยลดต้นทุน โดยการมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มศักยภาพของบุคลากร (People) กระบวนการทำงาน (Processes) และ นโยบายขององค์กร (Policies)
นางสาวปฐมา จันทรักษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงจุดมุ่งหมายสำคัญของแคมเปญนี้ว่า “ความสำเร็จขององค์กรธุรกิจขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป เราจึงต้องลงมือทันทีเพื่อเตรียมรับมือกับวิกฤติเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้นและส่งผลกระทบต่อทุกประเทศทั่วโลก ในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ไมโครซอฟท์ได้ประกาศกลยุทธ์เชิงรุก 5แนวทาง ในรูปแบบของกิจกรรมต่อเนื่อง กิจกรรม สำหรับนักพัฒนาไอที คู่ค้า และลูกค้าของไมโครซอฟท์ โดยมีจุดประสงค์สำคัญเพื่อช่วยองค์กรธุรกิจลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานด้วยผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายจากไมโครซอฟท์ อย่างไรก็ตาม สำหรับแคมเปญ ‘Crisis Turning Point - จุดเปลี่ยนในวิกฤติ’ ไมโครซอฟท์มุ่งมั่นที่จะช่วยผู้ใช้งานให้บรรลุเป้าหมายขององค์กรด้วยการใช้ไอทีที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
แม้ในบางครั้งเราอาจมองว่าไอทีเป็นสิ่งฟุ่มเฟือยสำหรับองค์กรและสมควรจะถูกตัดออกท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงเช่นนี้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว เทคโนโลยีเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งที่จะช่วยทั้งภาคธุรกิจและภาครัฐให้รอดพ้นจากสถานการณ์ที่ยากลำบาก เพราะจะช่วยให้เข้าใจได้อย่างดีว่าเทคโนโลยีสามารถจะมาช่วยลดค่าใช้จ่ายได้ในส่วนใด ที่จะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานไม่ลดลงแต่กลับเพิ่มขึ้น ” นางสาวปฐมา กล่าวเพิ่มเติม “เราต้องการตอกย้ำให้เห็นถึงพันธกิจของไมโครซอฟท์ที่มีต่ออุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ของประเทศ เพื่อที่พวกเขาจะได้พร้อมรับมือต่อวิกฤติเศรษฐกิจอย่างมั่นใจแม้ในภาวะการณ์ที่ไม่แน่นอน ในฐานะที่ไมโครซอฟท์เป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยี เราจึงริเริ่มแคมเปญนี้ขึ้นมา แต่มันสำคัญยิ่งกว่าที่จะต้องตระหนักว่า แคมเปญดังกล่าวต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการส่งเสริมและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
นางสุวิภา วรรณสาธพ ผู้อำนวยการเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย หรือซอฟต์แวร์พาร์ค กล่าวว่าหลายๆ คนอาจคิดว่าแนวทางที่ดีที่สุดในการที่จะรอดพ้นจากวิกฤติเศรษฐกิจ คือ การลดค่าใช้จ่ายลง แม้ความคิดนั้นจะมีนัยที่เป็นความจริง แต่การลดค่าใช้จ่ายในขณะที่องค์กรเติบโตขึ้นนั้น บุคลากรขององค์กรจำเป็นที่จะต้องทำงานอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่เทคโนโลยีสามารถเข้ามาช่วยตอบโจทย์ได้ โดยขณะนี้ซอฟต์แวร์พาร์คเองก็ได้เร่งสร้างโมเดลการทำงานร่วมกันระหว่างผู้พัฒนาซอฟต์แวร์กับภาคอุตสาหกรรมเพื่อคิดค้นซอฟต์แวร์ที่ช่วยประสิทธิภาพในการทำงานตรงกับความต้องการของตลาดไทยขึ้น ซึ่งถือเป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยพ้นวิกฤตได้
แคมเปญ ‘Crisis Turning Point หรือ จุดเปลี่ยนในวิกฤติ’ ประกอบไปด้วยองค์ประกอบหลัก อย่าง ซึ่งได้แก่ (1) การใช้ไอทีที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด (2) การนำไอทีมาใช้ในการช่วยลดค่าใช้จ่าย (3) ลดความซ้ำซ้อนของกระบวนการทำงานในองค์กร
นางสาวปฐมา กล่าวว่า สำหรับในแต่ละองค์ประกอบ เรายังคงยึดตามหลัก ‘3Ps’ คือ บุคลากร(People) กระบวนการทำงาน(Processes)และ นโยบายขององค์กร (Policies) ดังนั้นในการช่วยองค์กรธุรกิจให้ใช้ไอทีที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เราจะต้องส่งเสริมให้มีการฝึกอบรม การให้การสนับสนุน และการเตรียมความพร้อมให้แก่พนักงาน เพื่อที่พวกเขาจะดำเนินงานในสภาวะที่เปลี่ยนแปลงไปนี้ได้อย่างราบรื่น ทั้งยังมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เราสามารถช่วยพวกเขาโดยการศึกษาให้แน่ใจว่า กระบวนการทำงานภายในองค์กรจะสามารถปรับเปลี่ยนเพื่อให้เหมาะสมกับการนำอุปกรณ์ทางด้านไอทีที่มีอยู่ ทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และท้ายที่สุด องค์กรจะต้องมีนโยบายที่เป็นรูปธรรมสำหรับการลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มศักยภาพทางธุรกิจให้กับองค์กร
ไมโครซอฟท์ ในฐานะบริษัทผู้ผลิตซอฟต์แวร์โซลูชั่นรายใหญ่ของโลก ตระหนักดีว่า ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไอทีในประเทศไทย ตลอดจนกลุ่มองค์กรธุรกิจต่างๆ ที่ต้องใช้ไอทีเป็นเครื่องมือในการดำเนินธุรกิจ ต่างก็กำลังมองหาทิศทาง และแนวทางอันเหมาะสม ที่จะนำธุรกิจและองค์กรของตนดำเนินต่อไปได้อย่างต่อเนื่องและราบรื่น จึงได้รวบรวมและนำเสนอ แนวทางหลักๆ แนวทางด้วยกัน เพื่อรับมือและให้องค์กรสามารถฝ่าฟันไปได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล สูงสุด
สิ่งแรกที่ทุกองค์กรควรให้ความสนใจ คือ ลองหันกลับไปมององค์กรของเราเองว่า องค์กรของเราได้ใช้ และนำทรัพยากรที่มีอยู่แล้วอย่างคุ้มค่า และ เกิดประโยชน์สูงสุดหรือยัง (Utilize what you Have)
หลักข้อต่อไปคือ แนวคิดหรือแนวทางหลักอีกอย่างหนึ่งคือ การนำ IT หรือ Technology มาใช้ หรือ มาช่วยในการทำงานขององค์กร (Use IT to reduce cost) และข้อคิดสุดท้ายคือ นอกจากการนำหรือการใช้ทรัพยากร ที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และ การนำ ITหรือ Technology เข้ามาช่วยองค์กรในสภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้แล้ว แนวทางสุดท้ายที่จะนำเสนอ และช่วยให้องค์กรธุรกิจทั้งหลายสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากขึ้นนั่นคือ รู้จักวิธีจัดการระบบการทำงานหรือลดความซ้ำซ้อนของกระบวนการทำงานในองค์กร(Consolidate)” นางสาวปฐมา กล่าวย้ำ
ผู้คนมักคิดว่าไมโครซอฟท์เป็นผู้ให้บริการทางด้านซอฟต์แวร์เพียงอย่างเดียว แต่ในฐานะที่เราเป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยี เราต้องการที่จะให้คู่ค้า และลูกค้าของเราตระหนักว่า เรามุ่งมั่นที่จะแบ่งปันความรู้และความเชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์ รวมทั้งการจัดการทางธุรกิจให้แก่พวกเขาเช่นกัน โดยผ่านทางการให้การฝึกอบรม คำแนะนำ และการสนับสนุนที่ครอบคลุมทุกส่วน
เพื่อเป็นการสนับสนุนแคมเปญดังกล่าว ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย ยังได้จัดทำวีดีโอ พรีเซนเทชั่น ซึ่งจะเผยแพร่ต่อไปยังคู่ค้าและลูกค้าของไมโครซอฟท์ ในการช่วยแนะแนวทางที่ธุรกิจสามารถนำไอทีไปใช้เพื่อลดค่าใช้จ่ายและปกป้องพวกเขาให้รอดพ้นจากวิกฤติเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ไมโครซอฟท์ ยังได้จัดทำเว็บไซต์สำหรับแคมเปญนี้โดยเฉพาะที่ http://www.microsoft.com/thailand/crisis ซึ่งผู้สนใจสามารถเข้าไปค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับโซลูชั่นต่างๆ กรณีศึกษา เว็บคาสต์ และเครื่องมือต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับองค์ประกอบทั้ง ข้อที่ได้กล่าวมาแล้ว
นายสมเกียรติ อึงอารี นายกสมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย หรือ ATSI ให้ความเห็นว่า “การบรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายที่องค์กรตั้งไว้ในภาวะที่เรากำลังเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจ เราจำเป็นที่จะต้องใช้สิ่งที่เรามีอยู่ให้เกิดประโยชน์เพื่อให้เหมาะสมและเป็นการเตรียมรับมือกับสถานการณ์ การชิงชัยตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาที่ผ่านมา ซึ่งนายบารัค โอบามา ใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์นั้น เป็นตัวอย่างที่ดียิ่งซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าผู้คนจำนวนมากตระหนักดีว่าไอทีคือคำตอบสำหรับอนาคตในการสร้างความมั่นคงและผลักดันให้เกิดความก้าวหน้าของประเทศ ดังนั้น เรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะสนับสนุนการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืนของธุรกิจและผู้ประกอบการซอฟต์แวร์ของประเทศ และเราหวังว่า องค์กรต่างๆจะได้เรียนรู้การขยายธุรกิจผ่านทางการจัดการที่มีประสิทธิภาพ โดยไม่ต้องใช้การลงทุนด้วยเงินจำนวนมหาศาล
ไมโครซอฟท์เชื่อมั่นว่า ด้วยแนวทางการทำงานที่เข้าใจและสามารถควบคุมสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที ไม่เพียงแต่องค์กรจะสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้เท่านั้น แต่ยังจะสามารถผลักดันให้เกิดการบรรลุเป้าหมายระยะยาวขององค์กรได้อีกด้วย อย่างไรก็ตาม เราทราบดีว่าเพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว มันจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับลูกค้า เพื่อที่จะช่วยเหลือและแนะนำแนวทางที่เหมาะสมให้แก่พวกเขา ด้วยความร่วมมือที่แข็งแกร่งกับทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เรามั่นใจว่า องค์ความรู้นี้จะสามารถนำไปปรับใช้เพื่อช่วยเหลือภาคธุรกิจของประเทศไทย ในการบูรณาการบุคลากร นโยบาย และกระบวนการทำงานขององค์กรเข้าไว้ด้วยกัน อันจะก่อให้เกิดความสำเร็จและช่วยผลักดันประเทศไทยให้ผ่านช่วงวิกฤตินี้ไปได้ในที่สุด” นางสาวปฐมา กล่าวสรุป

ข้อมูลเกี่ยวกับไมโครซอฟท์

บริษัท ไมโครซอฟท์ (Nasdaq “MSFT”) ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2518 เป็นผู้นำระดับโลกด้านบริการซอฟต์แวร์ และโซลูชั่นที่ช่วยเสริมสร้างศักยภาพของผู้ใช้และองค์กรธุรกิจ
บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด ก่อตั้งขึ้นในปี 2536 บริษัทฯ เสนอซอฟต์แวร์ชั้นนำระดับโลกที่ใช้งานง่ายและเหมาะกับความต้องการของผู้ใช้คนไทย ตลอดจนแพลตฟอร์มที่ช่วยให้องค์กรธุรกิจพัฒนาโซลูชั่นที่ตรงตามความต้องการอย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถรองรับได้ตั้งแต่คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คไปจนถึงเครื่องขนาดใหญ่ระดับเมนเฟรม เพื่อให้สอดคล้องกับการขยายตัวของจำนวนผู้ใช้คอมพิวเตอร์ในประเทศไทย หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเข้าไปเยี่ยมชมได้ที่เว็บไซต์ของไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย)http://www.microsoft.com/thailand.
ไมโครซอฟท์เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของ ไมโครซอฟท์ คอร์ป ประเทศสหรัฐอเมริกา และ/หรือ ประเทศอื่นๆ ชื่อบริษัทและผลิตภัณฑ์ที่มีการกล่าวถึงในเอกสารชุดนี้อาจจะเป็นเครื่องหมายการค้าของเจ้าของนั้นๆ หมายเหตุ: หากท่านต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับไมโครซอฟท์ สามารถดูได้ที่ http://www.microsoft.com/presspass

วิธีทำคอมพิวเตอร์อืดๆ ให้เร็วขึ้น มาดูกัน


วิธีการทำดังต่อไปนี้ครับ เริ่มกันเลย

1.คลิกขวาที่ My Computer แล้วคลิก Properties ดังภาพ
2.เลือกแท็บ Advanced ดังภาพ
3.ในส่วนของ Performance คลิกปุ่ม Settings ดังภาพ
4.คลิกแท็บ Visual Effects ดังภาพ
5.คลิก Custom: ดังภาพ
6.ติกทำเครื่องหมายเฉพาะที่แสดงดังภาพ
7.ติกทำเครื่องหมายให้ครบดังภาพ(ต่อ)
8.คลิกปุ่ม OK ดังภาพ
เสร็จสิ้นแล้ว เครื่องคอมพิวเตอร์ของท่านจะไม่อืดอีกต่อไป 
ขอให้มีความสุขกับการใช้คอมพิวเตอร์ของท่านครับ
แล้วพบกันใหม่ครับ